บันทึกที่ ๑: เรื่อง ปัญญา ๓

ปญญานั้น แทจริงก็มีอยางเดียว ไดแกธรรมชาติที่เปนความรูเขาใจสภาวะ คือหยั่งถึงความจริงของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเปน แตก็นิยมจําแนกแยกประเภทออกไปเปนหลายอยาง ตามระดับของความรูเขาใจบาง ตามหนาที่หรือแงดานของการทํางาน ของปญญาบาง ตามทางที่ปญญานั้นเกิดขึ้นบาง เปนตน

ปญญาชุดหนึ่งซึ่งจําแนกตามแหลงที่มา หรือทางเกิดของปญญา ไดแก ปญญา ๓ อยาง ชุดที่แยกออกไปเปน สุตมยปญญา จินตามยปญญา และภาวนามยปญญา คําทายคือปญญาเปนตัวกลางรวมกัน สวนคําขางหนาที่ตางกัน บอกที่มาหรือ แหลงเกิดของปญญานั้น วา หนึ่ง เกิดจากสุตะ (การสดับฟง การอาน และเลาเรียน) สอง เกิดจากจินตะ(การคิดไตรตรองพิจารณา) และสาม เกิดจากภาวนา (การปฏิบัติตอจากนั้น)

ปญญา ๓ อยางชุดนี้ ในพระไตรปฎกกลาวถึงนอย แตมีผูนํามาพูดกันคอนขางบอย ขอสําคัญคือเขาใจความหมายกัน ไมคอยชัด จึงควรแสดงคําอธิบายที่พวงมากับถอยคําเหลานี้สืบแตเดิมไว เพื่อประโยชนในการศึกษา

เริ่มดวยการเรียงลําดับ ปญญา ๓ นั้น ตามที่พูดกัน มักเรียงสุตมยปญญาเปนขอแรก แตของเดิมในพระไตรปฎก ทั้ง ในพระสูตร (ที.ปา.11/228/231) และในพระอภิธรรม (อภิ.วิ.35/797/422) เริ่มดวยจินตามยปญญาเปนขอแรก อยางไรก็ตาม ในเนตติปกรณ ซึ่งพระเถรวาทสายพมาถือเปนคัมภีรหนึ่งในพระไตรปฎกดวย (จัดรวมไวใน ขุททกนิกาย แหงพระสุตตันตปฎก) เรียงสุตมยปญญาขึ้นกอน (และเรียกชื่อตางไปเล็กนอยเปน สุตมยีปญญา จินตามยีปญญา ภาวนามยีปญญา) และตอมา ในคัมภีรชั้นอรรถกถา-ฎีกา นิยมมากขึ้นในทางที่จะเรียกชื่อเปน สุตมยญาณ จินตามยญาณ และภาวนามยญาณ

ในที่นี้ขอเรียงลําดับ ปัญญา ๓ ตามพระไตรปฎกชั้นเดิมไวกอน พรอมดวยแสดงความหมายสั้นๆ ดังนี้

๑. จินตามยปญญา ปญญาเกิดจากการคิดพิจารณา (ปญญาเกิดจากโยนิโสมนสิการที่ตั้งขึ้นในตนเอง)

๒. สุตมยปญญา ปญญาเกิดจากการสดับเลาเรียน (ปญญาเกิดจากปรโตโฆสะ)

๓. ภาวนามยปญญา ปญญาเกิดจากการปฏิบัติบําเพ็ญ (ปญญาเกิดจากปญญาสองอยางแรกนั้นแลวหมั่นมนสิการ ในประดาสภาวธรรม)

การที่ท่านเรียงจินตามยปัญญาขึ้นก่อน หรือสุตมยปัญญาขึ้นก่อนนั้น จับความได้ว่า อยู่ที่การคำนึงถึงบุคคลเป็นหลัก หรือมองธรรมตามความเกี่ยวข้องของบุคคล

ในกรณีที่เรียงจินตามยปัญญาเป็นข้อแรก ก็คือ ท่านเริ่มที่บุคคลพิเศษประเภทมหาบุรุษก่อน หมายความว่า พระพุทธเจ้า (และพระปัจเจกพุทธเจ้า) ผู้ค้นพบและเปิดเผยความจริงขึ้นนั้น มิได้อาศัยสุตะ ไม่ต้องมีปรโตโฆสะคือการฟังจากผู้อื่น แต่รู้จักคิดพิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการของตนเอง สามารถสืบสาว เรียงต่อ ไล่ตามประสบการณ์ทั้งหลายอย่างถึงทันทั่วรอบทะลุตลอด จนหยั่งเห็นความจริงได้ จากจินตามยปัญญาจึงต่อเข้าภาวนามยปัญญาไปเลย (ไม่ต้องอาศัยสุตมยปัญญา)

แต่เมื่อมองที่บุคคลทั่วไป ท่านเริ่มด้วยสุตมยปัญญาเป็นข้อแรก โดยมีคำอธิบายตามลำดับว่า บุคคลเล่าเรียนสดับฟัง ได้สุตะ ได้ข้อธรรม ได้ข้อมูลแล้ว เกิดศรัทธาขึ้นเป็นพื้นเบื้องต้น จึงนำไปใคร่ครวญตรวจสอบพิจารณาได้ความรู้เข้าใจในสุตะนั้น ก็เกิดเป็นสุตมยปัญญา แล้วในขั้นต่อไป อาศัยสิ่งที่ได้เรียนสดับนั้นเป็นฐาน เขาตรวจสอบชั่งตรองเพ่งพินิจขบคิดลึกชัดลงไป มองเห็นเหตุผลความสัมพันธ์เป็นไปชัดเจน เกิดเป็นจินตามยปัญญา เมื่อเขาใช้ปัญญาทั้งสองนั้นขะมักเขม้นมนสิการในสภาวธรรมทั้งหลาย (พูดอีกสำนวนหนึ่งว่า อาศัยหรือตั้งอยู่ในปัญญาทั้งสองนั้นแล้ว เจริญวิปัสสนา - สุตจินฺตามยาเณสุ หิ ปติฏฺฐิโต วิปสฺสนํ อารภติ, เนตฺติ.53) แล้วเกิดญาณ มีความรู้สว่างประจักษ์แจ้งความจริง เป็นมรรคที่จะให้เกิดผลขึ้น ก็เป็นภาวนามยปัญญา

เกี่ยวกับพุทธธรรมออนไลน์ (Disclaimer)
"เนื้อหาที่เผยแพร่ในระบบ "พุทธธรรม ออนไลน์" นี้ เป็นเนื้อหาที่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมหลังการพิมพ์ครั้งที่ ๕๓ เพื่อช่วยในการศึกษาค้นคว้าของผู้สนใจ โดยยังมิได้ผ่านการตรวจสอบของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ประกอบกับหนังสือพุทธธรรมนี้ มีการปรับปรุงเพิ่มเติมเป็นระยะ แม้ระบบ "พุทธธรรม ออนไลน์" พยายามปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันมากที่สุด ผู้ศึกษาก็พึงตรวจสอบกับตัวเล่มหนังสือต้นฉบับ ที่มีการพิมพ์ครั้งล่าสุด ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง"

  |     |   แจ้งข้อผิดพลาด / แนะนำ